วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การติดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่น

             


             ในยุคปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน (smartphone) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น รวมไปถึงการเปิดตัวสมาร์ทโฟนหลากหลายยี่ห้อ ทำให้จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากรายงานในปี ค.ศ. 2012 พบว่าวัยรุ่นอเมริกัน ร้อยละ 37 ครอบครองโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.2011 กว่าร้อยละ 23 และมีถึงร้อยละ 95 ใช้บริการอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือของตน เช่นเดียวกันกับประเทศเกาหลี การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ในเด็กและวัยรุ่น เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 7.5 ในปี ค.ศ.2009 เป็นร้อยละ 67 ในปี ค.ศ.2012

            Dr. Lee และคณะ ผู้ทำการศึกษาผลของการติดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนในเด็กวัยรุ่นเกาหลี กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ทำให้เกิดความสะดวกและเพลิดเพลินแก่ผู้ใช้ ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ที่มากเกินไปได้ ในการศึกษาที่ได้ทำในเด็กวัยรุ่น 195 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดยให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ทำแบบทดสอบพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 2010 Smart-phone Addiction Rating Scale (SARS) และ The Young Internet Addiction Scale (YIAS) และแบบทดสอบ Youth Self Report (K-YSR) เพื่อประเมินอาการทางจิตและปัญหาด้านพฤติกรรม จากผลการทดสอบพบว่าในวัยรุ่นแต่ละราย มีคะแนนจากแบบทดสอบทั้งสามไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นได้ทำการแบ่งกลุ่มวัยรุ่นออกเป็นสี่กลุ่มตามพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ดังนี้ 1) low Internet/low smartphone (low-low) users 2) high Internet/high smartphone (high-high) users 3) low Internet/high smartphone (low-high) users และ 4) high Internet/low smartphone (high-low) users

              ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนต่ำ มีคะแนนจากแบบทดสอบทั้งสามต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทางตรงกันข้ามกลุ่มที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสูง มีคะแนนจากแบบทดสอบสูงกว่ากลุ่มอื่น จากแบบทดสอบยังพบว่าในกลุ่มนี้มีอาการผิดปกติ เช่น อาการลงแดงหากไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต/โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน มีปัญหาทางการคิด มีอาการซึมเศร้าหรือกระวนกระวาย สมาธิสั้น และมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งมีโอกาสส่งผลต่อการเข้าสังคมและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กได้
ที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/news_week_full.php?id=1132

การเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นเวลานาน


ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ไทยประสบกับปัญหาและความกังวลที่ว่าเราจะด้อยพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่าประเทศอื่นๆเพราะอย่างที่รู้กันว่าเอเชียไม่ใช่ต้นกำเนิดของเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่ไม่กี่ปีให้หลังกลับกลายเป็นว่า ไทยต้องประสบกับปัญหาการใช้เทคโนโลยีที่ว่าอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อลามก การแสดงภาพหรือข้อมูลที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเล่นเกมส์ออนไลน์ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในเด็กและเยาวชนจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
หลังจากพยายามแก้ไขปัญหานี้มาหลายปี ด้วยหลายวิธีและแนวทาง ในที่สุดเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2547 ที่ผ่านมา น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีขณะนั้นก็สามารถผลักดันจนเป็นรูปธรรมได้ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ 4 มาตรการควบคุมเกมส์ออนไลน์และอินเทอร์เน็ต อันได้แก่
  1. การจำกัดชั่วโมงการเล่นเกมส์ของเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมง
  2. ห้ามการเล่นพนัน ชิงโชค หรือซื้อขายอุปกรณ์
  3. ออกระเบียบเกี่ยวกับการจดทะเบียนร้านอินเทอร์เน็ต เพื่อกำกับดูแลการให้บริการ
  4. รณรงค์ให้เยาวชน รวมทั้งผู้ปกครองทราบถึงโทษของการเล่นเกมส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ออกมายังคงเป็นที่สนใจและกล่าวถึงของคนในสังคม เพราะทราบกันดีว่า ขณะนี้บริการร้านอินเทอร์เน็ตได้ขยายและกระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆของเมืองโดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เล่นเกมส์เกินวันละ 3 ชั่วโมง

เด็กติดอินเทอร์เน็ต – เกมนำไปสู่ปัญหาสังคม

             ต้องยอมรับว่าระบบเทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวล้ำกันจนปรับตัวตามกันไม่ทัน อุปกรณ์ต่างๆ ก็หาซื้อได้ง่ายขึ้นมาก จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันทุกบ้านจะมีคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเกมคอมพิวเตอร์
หรือแม้แต่การขยายตัวของกิจการร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตมีมากมาย เช่น ทำให้สามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลก
การหาข้อมูลความรู้ข่าวสารต่างๆ แต่หากเราใช้ในทางที่ผิด เช่น ใช้เพื่อเข้าสังคมออนไลน์หรือเล่นเกมออนไลน์โดยไม่แบ่งเวลาให้เหมาะสม ก็จะทำให้กลายเป็นปัญหาติดอินเทอร์เน็ตและเกมซึ่งในปัจจุบันพบมากในเด็กและเยาวชน

ปัญหาเด็กติดอินเทอร์เน็ต-เกมส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ และสังคม เด็กติดเกมจะเล่นเกมอย่างเดียวโดยไม่สนใจทำอย่างอื่น ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ขาดการพัฒนาการที่ดี ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แสดงอาการก้าวร้าวกับผู้ปกครองและพี่น้อง มักมีผลการเรียนตกต่ำ สูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเพราะขาดการเข้าสังคม ทานข้าวไม่เป็นเวลา นอนดึกหรือไม่นอนเลย โดยไม่นานมานี้ก็มีข่าวเด็กอายุ 14 ปีที่เสียชีวิตในร้านเกมย่านบางกะปิ เพราะระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเนื่องจากนั่งเล่นเกมเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงและทานข้าวไปด้วย
ที่มา : http://panhatugta.blogspot.com/2013/07/blog-post_6146.html

ผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์


ข้อดีจากการใช้โทรศัพท์มือถือ

  • ช่วยให้การติดต่อสื่อสารมีความสะดวกรวดเร็ว
  • สะดวกต่อการทำงานทางธุรกิจต่างๆ
  • ทำให้เกิดความเพลิดเพลินจากการใช้โทรศัพท์ฟังเพลง หรือเล่นเกม
  • ทำให้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องเดินทางไปติดต่อธุระด้วยตนเอง 


ข้อเสียจากการใช้โทรศัพท์มือถือ


  • การใช้โทรศัพท์มือถืออาจทำให้มีอาการปวดหัวได้ เพราะหลักการรับ-ส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ คือ การแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้า ก่อนส่งออกไปในอากาศ โดยอาศัยคลื่นพา เช่น คลื่นไมโครเวฟ แล้วไปตามสถานีเครือข่าย ที่มีทั่วประเทศไทย ซึ่งปกติเรานำคลื่นไมโครเวฟมาใช้ในการอุ่นอาหาร เนื่องจากคลื่นถูกดูดซึมจากส่วนประกอบที่มีน้ำได้ดี และถ้ามีความเข้มสูงพอจะเกิดเป็นความร้อน ทำให้อาหารนั้นร้อนขึ้นหรือสุกได้ ถึงแม้คลื่นไมโครเวฟ ที่กระจายอยู่ในอากาศยังไม่มีความเข้มถึงขีดอันตรายที่จะเกิดความร้อนได้ แต่เสาอากาศของโทรศัพท์มือถือได้ดึงดูดคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่เครื่องโทรศัพท์ ทำให้บริเวณที่อยู่ใกล้เสาอากาศ คือ ศีรษะจะได้รับคลื่นไมโครเวฟในปริมาณมากจนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
  • การโทรไม่ติด หรือหลุดบ่อยทำให้อารมณ์เสีย หงุดหงิด สุขภาพจิตเสื่อมลง กล้ามเนื้อคอ หัวไหล่มักจะเกร็งเนื่องจากต้องถือโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา และบางครั้งยังต้องพยายามเอียงคอ และใช้มือดันโทรศัพท์ให้แนบติดกับใบหูอยู่ตลอดเวลา การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดศีรษะ เพราะเมื่อกล้ามเนื้อหดตัวตลอดเวลา หลอดเลือดจะส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การแก้ไขอาจต้องใช้โทรศัพท์ที่มีขนาดเบา อย่าคุยโทรศัพท์นานเกินควร และถ้าอยู่ในรถอาจผ่านขยายเครื่องขยายเสียง และใช้ไมโครโฟนในการสนทนา ซึ่งในกรณีนี้นอกจากจะไม่เป็นผลเสีย ต่อสุขภาพแล้ว ยังลดอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้
  • การรบกวนของคลื่นวิทยุ คลื่นจะรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ Pacemaker, defibrillator และอาจจะมีผลต่อการควบคุมการบิน
  • การขับรถ การใช้โทรศัพท์มือถือทำให้มีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น
  • สำหรับผู้ที่ใช้โทรศัพท์เป็นประจำ อาจมีอาการหูตึง เนื่องจากเสียงโทรศัพท์ไม่ชัดเจน มีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้ใช้โทรศัพท์ในตำแหน่งที่รับส่งคลื่นได้สะดวก บุคลิกภาพของผู้ใช้โทรศัพท์ต้องเสียไป เนื่องจากต้องพะวักพะวงกับการหาตำแหน่งที่รับฟังได้ชัดเจน และยังต้องตะโกนพูดอยู่คนเดียว

ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/410843

พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่มีต่อวัยรุ่น

พฤติกรรมด้านบวก


                 มือถือกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของวัยรุ่น เพราะมือถือก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารที่ย่นทั้งระยะทางและระยะเวลาระหว่างกัน เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านมือถือนั้นสร้างความสะดวกสบายให้กับวัยรุ่นได้อย่างมาก บางครั้งที่มีอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือด่วนมือถือก็จะมีประโยชน์มากในช่วงเวลานั้น หรือบางทีมือถือยังทำหน้าที่สร้าง และกระชับความสัมพันธ์ของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือกลุ่มเพื่อน ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกันมากแต่ก็เชื่อมความสัมพันธ์กันได้ด้วยมือถือ ยิ่งปัจจุบันนี้มือถือมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าเดิมมาก ซึ่งนอกจากจะดูหนังฟังเพลงแล้วยังสามารถใช้อินเทอร์เน็ต และยังสามารถเล่นได้เกือบทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามการใช้โทรศัพท์มือถือให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นต้องคำนึงถึงความจำเป็น ใช้แต่พอเพียงเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของมือถือ พฤติกรรมด้านลบจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พบว่า ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือ กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนยุคโลกาภิวัตน์ที่จะขาดไม่ได้ จนกลายเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง ให้ ข้อเสียหากผู้ใช้ นำไปใช้ในทางที่ผิดหรือใช้ไม่เป็นทำให้เกิดโรคใหม่ๆ ตามมาหลาย 


โรคที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีผลกระทบ ในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตคนไทย ได้แก่

1.โรคเห่อตามแฟชั่น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นนิยมเปลี่ยนมือถือตามแฟชั่นเพื่อให้อินเทรนด์ ดูทันสมัย ไม่ตกรุ่นทัดเทียมเพื่อน ดังนั้นมือถือจึงกลายเป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกสถานภาพทางสังคมอีกทางหนึ่ง
2.โรคทรัพย์จาง ซึ่งหลายคนต้องหาเงินเพื่อมาซื้อมือถือรุ่นใหม่ ทั้งนี้บางคนไม่มีเงินแต่รสนิยมสูง จึงเกิดสภาวะทรัพย์จางต้องไปกู้ยืมหนี้ยืมสินมาซื้อมือถือ เป็นต้น
3.โรคขาดความอดทนและใจร้อน เนื่องจากคุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือกดปุ๊บต้อง ติดปั๊บ ทำให้หลายคนกลายเป็นคนไม่มีความอดทน แม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่น นัดเพื่อนไว้ช้าแค่ 5 นาที ต้องโทรตาม จึงกลายเป็นคนเร่งรีบ ร้อนรน และไม่รอบคอบ
4.โรคขาดกาลเทศะและไร้มารยาท ซึ่งการโทรศัพท์ไปหาบุคคลที่เราอยากจะพูด ทุกเวลา โดยไม่ดูเวลาหรือกาลเทศะที่ควร บางคนโทรขายประกัน ขายเครื่องกรองน้ำชวนสมัครบัตรเครดิตทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน ทำให้ผู้รับสายเกิดความรำคาญใจ
5.โรคขาดมนุษยสัมพันธ์ คนส่วนใหญ่จะใช้มือถือพูดคุยกับญาติสนิท ขาดความใส่ใจ ที่จะสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น หลบมุมโทรไปคุยกับเพื่อนแทนที่จะพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือทำกิจกรรมที่ ทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านห่างเหิน ซึ่งจะเกิดอาการเฉาหรือเหงาหงอย กลายเป็นคนแยกตัวออกจากสังคมมีโลกของตัวเองและเป็นโรคติดโทรศัพท์ในที่สุด
6.โรคไม่จริงใจ เนื่องจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ไม่ต้องเห็นหน้าตา ท่าทาง สายตาและ ปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ทำให้หลายคนสามารถใช้คำหวานหลอกลวง หรือพูดโกหกผู้อื่น หรือนิยมส่ง sms ไปยังอีกฝ่าย ทำเสมือนรักใคร่ ผูกพันหรือห่วงใย


ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/410843

เด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ใช้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน


โทรศัพท์มือถือกลายมาเป็นสิ่งของติดตัวที่หลาย ๆ คนขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟน พ่อแม่หลาย ๆ คนซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูก ๆ มีพกติดตัวเอาไว้เพื่อให้ง่ายต่อการติดต่อ ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือเสริมทักษะการเรียนรู้ และฝึกความรับผิดชอบ
แต่เมื่อลูกใช้ หรือเล่นโทรศัพท์มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มว่าเด็กยุคใหม่ใช้ชีวิตกับโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ลูกคุณกำลังใช้เวลากับโทรศัพท์มากเกินไปหรือเปล่า? รายงานข่าวล่าสุดอาจทำให้คุณตกใจ

เกิดอะไรขึ้น?

              จากรายงานข่าวที่ออกมาเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ทำการสำรวจเด็ก ๆ ในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดจำนวน 3,058 คนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และพบว่าชีวิตของเด็ก และวัยรุ่นยุคใหม่ผูกพันกับโทรศัพท์มือถือมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 51.1 ของเด็กในการสำรวจหยิบโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งแรกหลังตื่นนอน และ ร้อยละ 35 ของเด็ก ๆ ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนเข้านอน ร้อยละ 75.7 ของเด็ก ๆ ใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กบ่อย หรือเป็นประจำ อันที่จริงการใช้โทรศัพท์มือถือก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่เองก็ใช้กัน แล้วปัญหามันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?


ปัญหาที่เกิดขึ้น?

             ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ แสดงความกังวลต่อการติดโทรศัพท์มือถือว่า พฤติกรรมดังกล่าวจะไปดึงเวลาการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวให้น้อยลง
นอกจากนี้การสำรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยังพบว่ามีเด็กร้อยละ 20.3 แอบใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างคาบเรียนบ่อย ถึงประจำ นอกจากนี้ยังมีเด็กร้อยละ 42.5 รู้สึกทนไม่ได้ ถ้าต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีโทรศัพท์ ที่น่าตกใจคือมีเด็กร้อยละ 28.7 ถูกคุกคามทางเพศผ่านสังคมออนไลน์ หรือโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กโดยในนี้พบว่าเป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง


คุณจะทำอะไรได้บ้าง?

            อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไปว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่มีปัญหาที่พบในการสำรวจ อันที่จริงแล้ว พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่ดีสามารถสร้างกันได้ ลองพูดคุยกับลูกถึงเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ และคอยสังเกตพฤติกรรมของลูกอยู่ห่าง ๆ
1) สอนลูกว่าให้รู้จักมีวินัยในตัวเอง การใช้โทรศัพท์บางทีก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกม มันมีเวลาของมัน มันมีทั้งประโยชน์ และโทษ ลูกจะต้องรู้จักใช้โทรศัพท์ให้ถูกที่ ถูกเวลา ลูกก็จะรู้ว่าเวลาเรียนควรจะเรียน ไม่ควรนำโทรศัพท์ออกมาใช้
2) อย่าลืมสอนให้ลูกรู้ว่าช่วงเวลาครอบครัว เช่น ระหว่างมื้ออาหาร ลูกไม่ควรนำโทรศัพท์ออกมาเล่น หรือใช้โดยไม่จำเป็น คุณควรสอนให้ลูกรู้จักมารยาท กาลเทศะ และควรให้ความสนใจกับคนที่อยู่ตรงหน้ามาก่อน
3) พาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้านกับครอบครัวกันบ้าง เพื่อให้ลูกได้ละมือจากโทรศัพท์มือถือ แนะนำให้ลูกรู้จักงานอดิเรกต่าง ๆ เพื่อไม่ให้หมกมุ่นกับโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว
4) สอนลูกว่าไม่ควรรับคนที่เราไม่เคยรู้จัก หรือไม่ได้มีเพื่อนร่วมกันกับเราเลยมาเป็น “เพื่อน” ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก  เพื่อป้องกันการถูกคุกคาม (ไม่ว่าจะทางเพศหรือไม่) จากคนแปลกหน้าในสังคมออนไลน์
5) ไม่ว่าลูกจะใช้โทรศัพท์มือถือแบบใด อย่าลืมสอนให้ลูกรู้จักความปลอดภัย อย่าให้โทรศัพท์ขณะเดินข้ามถนน หรือตอนอยู่คนเดียว (ไม่ว่าจะอยู่ในที่เปลี่ยวหรือไม่ก็ตาม) บางครั้งมิจฉาชีพก็เล็งเหยื่อที่มัวแต่เล่นโทรศัพท์โดยไม่ได้สังเกตระวังภัยอะไรรอบตัว

ที่มา : http://th.theasianparent.com


วัยรุ่นกับการใช้โทรศัพท์มือถือ


           โทรศัพท์มือถือนั้นหากจะกล่าวถึงลักษณะการใช้งานเมื่อสิบปีก่อน ไม่นับว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะว่าการใช้งานที่ยังไม่แพร่หลาย และน้อยคนนักที่จะได้มีไว้ในครอบครอง เนื่องจากราคาที่ค่อนข้างสูง และเป็นเทคโนโลยีในยุคแรก ๆ รูปร่างนั้นใหญ่เทอะทะไม่เหมาะกับการพกพาเป็นอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันนั้น ตรงข้ามกับในอดีตโดยสิ้นเชิง ด้วยรูปร่างที่กะทัดรัด และดีไซน์ที่ทันสมัย อีกทั้ง ราคาที่ถูกลงทั้งค่าเครื่องและค่าบริการ ทำให้ตอนนี้แทบจะทุกคนมีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งาน เดินไปตามข้างถนนก็เห็นเด็กตัวน้อย ๆ มีมือถือใช้  วัยรุ่น หรือวัยเรียนนั้น
         
          เป็นวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และสังคมที่เปิดกว้าง ทำให้วัยรุ่น มีการเปิดรับ และซึมซับวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ตามความชอบของตนเอง สิ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาว่านักศึกษามหาวิทยาลัยแทบจะทุกคนมีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งานด้วยกันทั้งนั้น แต่จะด้วยความจำเป็น หรือวัตถุประสงค์ในการใช้โทรศัพท์มือถือของแต่ละคนนั้น จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ โทรศัพท์มือถือนั้น เข้ามามีอิทธิพล และเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิตของวัยรุ่นวัยเรียนไปแล้ว โดยไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะมีโทรศัพท์มือถือเครื่องน้อยเป็นเพื่อนติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง

วัตถุประสงค์ของการใช้โทรศัพท์มือถือกับวัยรุ่น

         

         ปัจจุบันไม่ใช่แค่เพียงเครื่องมือสื่อสารแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น จะเห็นได้ว่า บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ ในตอนนี้ ต่างก็แข่งขันกันทำลูกเล่นหรือฟังก์ชั่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพราะในยุคที่มีการแข่งขันสูง การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้กับโทรศัพท์มือถือนั้นยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น นอกจากจะโทรออก หรือรับสายได้แล้ว ในขณะนี้โทรศัพท์ต้องทำอย่างอื่นได้ เช่น ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ฟังเพลง เล่นเกมส์ที่มีภาพกราฟฟิกที่ดีขึ้น รวมถึงการรับส่งอีเมล์ หรือการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป หรือไม่ก็อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้เราก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารที่ไร้พรมแดน


ที่มา : http://chuthamattoil.blogspot.com/2013/03/blog-post_4.html